pom Posted August 16, 2005 at 03:26 PM Posted August 16, 2005 at 03:26 PM CELINE DION biography จากดินสู่ดาว การเดินทางเริ่มต้นที่ครอบครัวเล็กๆในชนบทของแคนาดา สาวเชื้อสายฝรั่งเศส-แคนาเดี้ยน "ซีลีน ดิออน" ก้าวมาสู่การเป็นนักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์ พร้อมสมญานามว่า The Premier Contemporary Pop Vocalist Of The Nineties เธอได้ทำลายสถิติต่างๆมากมาย พร้อมรางวัลที่ได้จากการเข้ามาสู่โลกอุตสาหกรรมทางดนตรี ทั้ง Grammy Awards จากอเมริกา Juno และ Felix Awards จากแคนาดา และ World Music Awards จากทางยุโรป ถึงตอนนี้ทั่วโลกได้เห็นตัวตนจริงๆของซีลีน ที่ส่งผ่านน้ำเสียงของเธอแล้ว และนี่คือตลอดชีวิตที่เธอได้เติบโตขึ้นมา ซีลีนเกิดที่ ชาเลอมาณ เมืองเล็กๆทางตะวันออกของเขตมอนทรีอัล รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา เธอเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 14 คน สภาพครอบครัวแบบฉิ่งฉับทัวร์ ทั้งพี่ๆทุกคนก็ต่างเป็นนักดนตรี แสดงโชว์ในคลับเล็กๆที่บ้านตัวเอง โดยทุกวันหยุดทุกคนจะพร้อมหน้ากันแสดงดนตรีให้กับชาวบ้านที่เข้ามาในร้านฟัง เมื่ออายุเพียง 5 ขวบ ซีลีน เป็นเหมือนนักร้องตัวน้อยๆที่มีพัฒนาการในการร้องเพลงอย่างรวดเร็ว จนเมื่ออายุ 12 ปี ด้วยความช่วยเหลือจากแม่ และทางบ้าน เธอได้แต่งเพลงภาษาฝรั่งเศสขึ้นมาเองหนึ่งเพลง และนั่นเป็นเพลงที่เปลี่ยนชีวิตเธอ และครอบครัวไปตลอดกาล... เทปตัวอย่างที่ทำขึ้นมาส่งไปถึงมือ เรเน่ แองเจลลิน ผู้จัดการค่ายเพลงเล็กๆในแคนาดา เมื่อ มกราคม 1981 ทันทีที่ได้ฟังเทปนั้น เรเน่รู้ทันทีว่าเธอนี่แหละจะเป็นดาวดวงใหม่ในวงการเพลงโลก ด้วยพรสวรรค์ที่มากมาย และเสียงร้องที่บาดใจคนฟัง เรเน่ยอมจำนองบ้านให้กับไฟแนนซ์ เพื่อนำเงินทุนมาสร้างอัลบั้มเพลงชุดแรกของซีลีน ตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา ไม่มีชาวแคนาดาคนไหนไม่รู้จักชื่อ ซีลีน ดิออน เธอชนะเลิศการประกวดร้องเพลง Yamaha World Song Festival ที่ญี่ปุ่น พร้อมตำแหน่ง Coveted Musician's Award for Top Performer มาครอบครอง ต่อมาในปี 1983 เธอก็ได้จารึกชื่อไว้ว่าเป็นนักร้องแคนาเดี้ยนคนแรกที่ได้รับรางวัล Gold Record รางวัลอันทรงค่าของเหล่านักร้องเพลงภาษาฝรังเศส จากประเทศฝรั่งเศส การเป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก พึ่งจะเริ่มขึ้นในปี 1988 ซีลีนเป็นที่รู้จักของทุกคนในแคนาดา เธอได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายจากชาวเมืองควิเบก ในฐานะบ้านเกิด จนเรเน่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน โซนี่ย์ มิวสิก และในที่สุดเธอก็โกอินเตอร์ได้สำเร็จด้วยการออกอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรก กับค่าย 550/Epic Records ในชื่อชุด Unison เมื่อปี 1990 กันยายนปี 1990 อัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกใต้ร่มไม้ชายคา โซนี่ย์มิวสิก ชื่อ Unison ได้วางขายและได้ปล่อยซิงเกิ้ลแรก "Where Does My Heart Beat Now" เข้าถล่มชาร์ทท็อป 5 ซีลีนได้รับความรู้จักเพิ่มอีกอย่างกว้างขวาง เมื่อเพลง "Beauty and the Beast" ได้ออกสู่โสตคนฟัง โดยเพลงนี้ได้บรรจุอยู่ในอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 2 ของเธอ แถมยังเจ๋งถึงกับคว้ารางวัลแกรมมี่ย์มาครองด้วย ในอัลบั้มชุดที่สอง Celine Dion ยังมีซิงเกิ้ลดังอีกมากมายทั้ง "Love Can Move Mountains," "Water From The Moon," "If You Asked Me To" และ "Did You Give Enough Love" ซึ่งในแคนาดาที่เดียวชุดนี้ก็กวาดไปแล้ว 6 แผ่นทองคำขาว และแน่นอน รางวัล Juno Awards ปี 1992 ไม่พลาดที่จะเป็นของเธอ 17 ธันวาคม 1994 ซีลีน และเรเน่ ได้แต่งงานกันที่ โบสถ์บาสิลิกา ในเมืองมอนทรีอัล ซึ่งในช่วงนั้น ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มชุดที่สามของเธอ "Think Twice" จากอัลบั้ม The Colour Of My Love ก็ได้แผ่อิทธิฤทธิ์ แปะเป็นอันดับหนึ่งในชาร์ทเมืองผู้ดี อยู่ถึง 5 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าติดอันดับหนึ่งนานมากที่สุดเทียบเท่าจากที่บีทเทิ่ลทำไว้เมื่อ ปี 1965 แถมยังติดที่หนึ่งต่อไปอีก 2 สัปดาห์ รวมทั้งหมดเป็นติดอันดับหนึ่ง 7 สัปดาห์ พ่วงตำแหน่ง นักร้องหญิงคนล่าสุดที่ขายซิงเกิ้ลได้ถึงหนึ่งล้านแผ่น ในอังกฤษ ไปกอดนอน พร้อมกันนั้น D'eux อัลบั้มเพลงภาษาฝรั่งเศส อันดับถัดมา ก็ได้ทำให้โลกได้รู้ว่า ดนตรีไร้พรมแดนมีจริง ด้วยการที่ตัวอัลบั้มไต่เข้าชาร์ทอังกฤษได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ตอนนี้โลกก็เป็นของเธอไปเรียบร้อยโรงเรียนซีลีน เพราะเสียงที่สามารถส่งเข้าถึงทุกหัวใจบนโลกได้อย่างไม่ยากเย็น เธอทำการทลายกำแพงด้านชนชาติ และภาษาได้สำเร็จ แถมเธอยังได้อุทิศเพลง Vole ให้กับการก่อตั้งมูลนิธิ Canadian Cystic Fibrosis Foundation เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับแครีน หลานสาวของเธอที่จากไปด้วยโรคร้าย ในเดือนมีนาคม 1996 อัลบั้ม Falling Into You ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นอัลบั้มที่ขายได้มากที่สุดจากการรวมยอดขายทุกอัลบั้มที่ออกในปีนั้น ตัวอัลบั้มขึ้นสู่อันดับสูงสุดในชาร์ทถึง 11 ประเทศด้วยกัน และได้รับรางวัลแกรมมี่ อวอร์ด ในประเภท อัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยมแห่งปี ในงานประกาศผลแกรมมี่ย์ประจำปี ครั้งที่ 39 ตัวอัลบั้มทำยอดขายได้สูงถึง 25ล้านก็อบปี้ จากการขายทั่วโลก อัลบั้มต่อมา Let's Talk About Love ได้รับรางวัลแกรมมี่ย์ถึง 2 ตัว ตัวอัลบั้มได้บันทึกเสียงใน ลอนดอน นิวยอร์ก และลอสแองเจลลิส ในอัลบั้มนี้ซีลีนได้ผู้ร่วมทำงานมากมาย ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ นอกจากนี้ตัวอัลบั้มยังได้วางแผงในวันเดียวกับอัลบั้มรวมเพลงประกอบภาพยนตร์ Titanic ซึ่งอัลบั้มทั้งคู่ได้บรรจุเพลง "My Heart Will Go On" เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ตรึงใจผู้ชม และผู้ฟังได้อย่างยากที่ถอนตัว เพลงนี้ได้ออกมาจากปลายปากกาของ เจมส์ ฮอร์เนอร์ และได้รับการอำนวยเพลงโดย เจมส์ ฮอร์เนอร์ และวอลเตอร์ เอฟฟานาซีฟ ตัวเพลงได้รับเลือกให้ใช้เปิดในงานแต่งงานจากเหล่าแฟนเพลงของซีลีนมากที่สุด จากการที่เป็นงานที่อมตะ Let's Talk About Love ขายได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในทั่วทุกมุมโลก จนยอดขายรวมสูงถึง 27ล้านก็อบปี้ ตัวอัลบั้มประกอบหนัง ขายได้มากกว่า 27ล้านแผ่น ทั่วโลกเช่นกัน จนบัดนี้ได้ขึ้นแท่นเป็นอัลบั้มเพลงบรรเลงที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไปเรียบร้อยโรงเรียนซีลีนอีกเช่นเคย ซีลีนยังได้ร้องเพลง My Heart Will Go On โชว์ในงานประกาศรางวัลตุ๊กตาทองครั้งที่ 70 ซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วโลก และรางวัลออสการ์ตัวที่สองก็ตกเป็นของเธอจากเพลงนี้ หลังจากที่เคยได้รางวัลมาแล้วจากเพลง Beauty And The Beast อัลบั้มภาษาฝรั่งเศสอัลบั้มใหม่ S'il suffisait d'aimer ที่ใช้เวลาอัดเสียงเพียง 7 วัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 1998 วางแผงพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 8 กันยายนปีเดียวกัน ซิงเกิ้ลแรก "Zora sourit" ได้รับการตอบรับอย่างดีจากสถานีวิทยุทั่วโลก ซึ่งซีลีนได้แนะนำเพลงไตเติ้ลแทร็กอย่าง "S'il suffisait d'aimer" ให้แฟนเพลงได้รู้จักตั้งแต่การออกเดินสายคอนเสิร์ต Let's Talk About Love World Tour แล้ว อัลบั้มชุดต่อมาที่ออกในปีเดียวกัน These Are Special Times อัลบั้มพิเศษกับ 16 เพลงถอดใจร้องเพื่อเทศกาลคริสมาสต์ พรั่งพร้อมด้วยเพลงคริสมาสต์สุดคลาสสิก อย่าง "Blue Christmas" และ "The Christmas Song (Chestnuts Roasting On An Open Fire)" เพลงตามประเพณีของศาสนาคริสต์อย่าง "O Holy Night" และ "Adeste Fidelis (O Come All Ye Faithful)" และที่เด็ดสุดคืออัลบั้มชุดนี้มีเพลงที่ได้ทำงานร่วมกันกับโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง อาร์ เคลลี่ย์ ที่ทั้งร่วมร้อง และโปรดิวซ์ให้กับเธอในเพลง "I'm Your Angel" ตัวเพลงขึ้นอันดับหนึ่งบนบิลบอร์ดชาร์ตนานถึง 4 สัปดาห์ พร้อมกันนี้ยังมีเพลงจากนักแต่งเพลงมือวางอันดับหนึ่งอย่าง ไดแอน วอร์เรน มาจรดปากกากับเพลง "These Are Special Times" ให้เธอร้อง แถมด้วยการร้องร่วมท้ากระบังลมใน "The Prayer" กับนักร้องเสียงเทนเนอร์ แอนเดรีย บ็อคเชลลี่ ในปีเดียวกัน (อีกแล้ว) สำนักพิมพ์ Dundurn Press ได้รับสิทธิ์ในการตีพิมพ์หนังสือชีวประวัติของซีลีนออกจำหน่าย ในชื่อ Celine...The Authorized Biography หลังจากที่ได้ติดสอยห้อยตามตะลอนทัวร์กับซีลีนไปทุกหัวเห็ดเจ็ดย่านน้ำ กว่าหนึ่งปีกับการเก็บข้อมูลแบบกระชั้นติดประชิดตัวของ จอร์จ เฮอร์เบิร์ต เกอร์เมน เขาถ่ายทอดชีวิตของนักร้องสาวเสียงทองผ่านปลายปากกาด้วยตัวเขาเอง หลังจากนั้นในปี 2000 ซีลีนและจอร์จ ได้ร่วมมือกันทำหนังสือออกมาอีกเล่มในชื่อ Celine Dion...My Story, My Dream โดยในเล่มนี้ ซีลีนเป็นคนเล่าเรื่องราวในชีวิตเธอที่กลั่นออกมาจากหัวใจด้วยตัวของเธอเอง อัตประวัติของเธอในเล่มนี้ ยังเต็มไปด้วยรูปภาพสวยๆมากมาย ส่งตรงจากหลังเวทีคอนเสิร์ต บนรถทัวร์ รวมถึงในห้องอัดด้วย อัลบั้มรวมฮิตของเธอ All The Way...A Decade Of Song วางแผนในปี 1999 โดยบรรจุเพลงจากซิงเกิ้ลดังจัดไว้มากมายอย่าง "The Power Of Love," "Because You Loved Me," "I'm Your Angel," และเพลงพ่วงแกรมมี่ย์ โคตรดังอย่าง "My Heart Will Go On" นอกจากนี้ยังมี "Beauty And The Beast," "It's All Coming Back to Me Now" และ "If You Asked Me To" พร้อมกับ 7 เพลงใหม่ที่อัดเสียงเพื่อบรรจุไว้ในชุดนี้โดยเฉพาะ กับไตเติ้ลแทร็กอย่าง "All The Way" การนำเพลงของ แฟรงค์ ซานิททรา นักร้องหนึ่งในดวงใจของเธอมาร้องใหม่ ในวันสิ้นปีของปีนั้น ซีลีนได้แสดงโชว์คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในมอนทรีอัลบ้านเกิด ก่อนจะหลบหายเข้ากลีบเมฆไปชั่วคราวเพื่อเพิ่มพูนกิจกรรมใกล้ชิดกระตุกสายสัมพันธ์กันในครอบครัวอย่างเงียบๆ และโขกกอล์ฟกับสามีให้เป็นที่รื่นเริง ระหว่างที่เธอกำลังตีพุงพักไม่ต้องทำงาน แต่ก็ทรัพย์ยังไม่จาง เพราะในเดือนตุลาคม ปี 2000 The Collector's Series...Volume One อัลบั้มรวมเพลงตามใจชั้นที่ต้นสังกัดเข็นออกมาขัดตาทัพ ขายได้ดี พอกพูนเงินในกระเป๋าเธอได้อีกโข จุดขายกลับเป็นการงัดเพลงโคตรเก่าอย่าง "The Power of the Dream" เพลงที่เธอร้องให้ใช้สำหรับเป็นเพลงในพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ที่แอตแลนต้าในปี 1996 มารวมอยู่ในอัลบั้ม พ่วงด้วย "All By Myself" ในแบบภาษาสเปน ความสุขที่สุดในชีวิตของเธอได้เริ่มต้นอย่างแท้จริง เมื่อความหวังของการที่จะได้เป็นแม่คน เป็นจริง... เรเน่ ชาร์ลสฺ แองเจลลิน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอกับเรเน่ โผล่หัวออกมาดูโลกใน บ่ายโมงตรงของวันที่ 25 มกราคม 2001 ด้วยน้ำหนักตัวกำลังกินที่ 6 ปอนด์ 8 ออนซ์ และได้เข้ารับพิธีศีลมหาสนิท ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2001 ด้วยวัย 6 เดือน ณ โบสถ์บาสิลิกา ที่ที่พ่อแม่ของเจ้าหนูได้เซย์ ไอดู กันนั่นเอง หลังจากพักกันอย่างเต็มที่ถึง 2 ปี การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของอัลบั้มชุดใหม่ A New Day Has Come ที่วางแผงเมื่อ มีนาคม 2002 หลังจากวางแผงเพียง 2 สัปดาห์ ตัวอัลบั้มได้เข้าไปยึงอันดับหนึ่งของชาร์ทอัลบั้มขายดีกว่า 17 ประเทศทั่วโลก ทั้งใน ออสเตรเลีย ออสเตรีย แคนาดา ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี่ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ตัวอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงที่เป็นตัวแทนความหมายของสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาในสหัสวรรษใหม่ อย่าง "A New Day Has Come" บัลลาดโศกกระหน่ำอย่าง "Have You Ever Been In Love" กับ "I Surrender" ปลิดลมหายใจยาวมายังเพลงแด๊นซ์กระจายกับ "Sorry For Love" ไพล่มาถึงเพลงเก่าร้องใหม่ ต้นฉบับโคตรดังแบบ "At Last" และ "Nature Boy" ปิดท้ายด้วยเพลงดีที่ต้องฟัง "I'm Alive" "Goodbye's (The Saddest Word)" และ "Rain, Tax (It's Inevitable)" พร้อมกับการออกเดินสายแบบพักสองปีโทรมอีกทีไม่มีกลับคืน บนหน้าจอโทรทัศน์ พร้อมให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไปทั่วทุกมุมโลก มีนาคม 2003 เธอได้เซ็นสัญญาสำหรับการโชว์ 5 คืนต่อสัปดาห์ ณ โคโลสเซียม ที่ซีซ่าร์ พาเลส ในลาสเวกัส ที่เดียวเท่านั้น เป็นเวลา 3 ปี กับอารีน่าสมรภูมิสาดเสียงขนาดใหญ่ กว่า 4000 ที่นั่ง ที่จัดไว้ให้โชว์ของเธอโดยเฉพาะ โดยตลอดการแสดงระยะเวลา 90 นาที A New Day... โชว์ จะพรั่งพร้อมไปด้วย แสง สี เสียง ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เต็มเรติน่าแน่นอน 25 มีนาคม 2003 ในวันเดียวกัน กับโชว์รอบแรกที่ลาสเวกัส อัลบั้ม One Heart ถูกวางแผงออกอาละวาดไปทั่วโลก พร้อมซิงเกิ้ลแรก "I Drove All Night" ที่คัฟเวอร์เพลงแด๊นซ์สุดคลาสสิกของ รอย ออบินสัน มาทำใหม่ได้ระทึกหูไม่แพ้ต้นฉบับ ในอัลบั้มเต็มไปด้วยเพลงใหม่จากโปรดิวเซอร์มือดีที่มาร่วมกันทำสังฆกรรม สังคายนาเพลงในชุดนี้ ทั้ง ริก เวค, แอนเดอร์ เบ็กก์, คริสเตียน ลันดิน, เพียร์ อาร์มสทรอม, แม็กซ์ มาร์ติน, มาร์ค เทเลอร์, อีริค เบนซิ และเจ้าเก่า ฮัมเบอร์โต้ การ์ติก้า 14 ตุลาคม ในปีเดียวกัน การรอคอยกว่า 5 ปี จนเกือบจะขาดใจตายก็ได้รับการตอบสนอง ด้วยอัลบั้มภาษาฝรั่งเศส 1 fille & 4 types ที่ได้ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอัลบั้ม D'eux และ S'il suffisait d'aimer อย่าง ฌอง คาร์ก โกลด์แมน มารวมระดมเบรนสตรอมกับอีกสามหนุ่ม(วัยทอง) ฌ้าค เวเนรุสโซ่, อีริก เบนซิ และ นักกีต้าร์มือฉมัง กิลด๊าส อาร์เซล เพื่อสร้างประสบการณ์ทางดนตรีด้วยซาวด์แบบลูกทุ่งฝรั่งเศส ให้อบอวลไปทั้งอัลบั้มฟังสบายนี้ ตัวอัลบั้มวางขายปุ๊บ ก็ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ทเพลงของที่ แคนาดา ฝรั่งเศส และสวิตเซอแลนด์ทันที ซิงเกิ้ลแรก "Tout l'or des hommes" สร้างประวัติศาสตร์ เป็นเพลงภาษาฝรั่งเศสที่ถูกเปิดบ่อยที่สุดทางสถานีวิทยุแคนาดา ทุกครั้งที่ซีลีนได้สร้างสรรค์ดนตรีสู่โสตโลก เธอแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นนักร้องที่สามารถพิสูจน์ตัวเอง นำตัวเองขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของโลกดนตรีได้ ใครจะไปนึกถึง ว่าเด็กสาวจากควิเบกที่ไม่มีใครอยากรับรู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่ในโลกนี้หรือไม่ จะสามารถกุมหัวใจคนทั้งโลกไว้ในกำมือได้อย่างที่ทุกคนอยากไขว่คว้าทุกดวงดาวบนฟากฟ้ามาครอบครอง... แปล POMbased on celinedion.com Quote
pom Posted August 16, 2005 at 03:28 PM Author Posted August 16, 2005 at 03:28 PM (edited) รบกวนพี่นัทเซฟจากตรงนี้เลยได้มั้ยครับปอมไม่ว่างส่งเป็นเวิร์ดเลยอ่ะครับ ปล. มีบางคำพิมพ์ตกหล่น คงต้องช่วยๆกันดูนะจ๊ะ เหอ เหอ Edited August 16, 2005 at 03:30 PM by pom Quote
Thailoveceline Posted August 16, 2005 at 03:39 PM Posted August 16, 2005 at 03:39 PM พี่ปอมขอบคุนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเดี๋ยวจะก๊อบเอาไปทำรวมอัลบั้มกาวนะคะ ขอบคุนหลายเด้อ Quote http://img81.imageshack.us/img81/3638/11dx.png Thailand Gangs2Ñ02Ö12Ó82Ñ62Ô02Ð82Ñ82Ò52Ó82Ð82Ñ52Ò32Ó62Î92Ó82Ò32Õ52Ð82Î92Õ92Ï02Ó32Ó32Ò02Ó72Ò22Õ62Ò72Ö12Ð82Ö12Ò72Ò22Ï22Ó6
pom Posted August 16, 2005 at 03:54 PM Author Posted August 16, 2005 at 03:54 PM อ้อลืมไปค่ะ ในเว็บคุณเธอไม่ใส่ข้อมูลของ miracle มาเลยอ่ะค่ะ Quote
Thailoveceline Posted August 16, 2005 at 03:58 PM Posted August 16, 2005 at 03:58 PM พี่ปอมก็จัดการแต่งเองเลยสิ Quote http://img81.imageshack.us/img81/3638/11dx.png Thailand Gangs2Ñ02Ö12Ó82Ñ62Ô02Ð82Ñ82Ò52Ó82Ð82Ñ52Ò32Ó62Î92Ó82Ò32Õ52Ð82Î92Õ92Ï02Ó32Ó32Ò02Ó72Ò22Õ62Ò72Ö12Ð82Ö12Ò72Ò22Ï22Ó6
pom Posted August 16, 2005 at 04:21 PM Author Posted August 16, 2005 at 04:21 PM เจ๊ไม่มีข้อมูลอ่ะค่ะหนู ไม่รู้จะเมกยังไง Quote
Thailoveceline Posted August 16, 2005 at 04:32 PM Posted August 16, 2005 at 04:32 PM แต่งเองเลยคะ สดๆๆเห็นพี่ปอมเก่งดีเรื่องแค่นี้เจนรู้ว่าพี่ทำได้ Quote http://img81.imageshack.us/img81/3638/11dx.png Thailand Gangs2Ñ02Ö12Ó82Ñ62Ô02Ð82Ñ82Ò52Ó82Ð82Ñ52Ò32Ó62Î92Ó82Ò32Õ52Ð82Î92Õ92Ï02Ó32Ó32Ò02Ó72Ò22Õ62Ò72Ö12Ð82Ö12Ò72Ò22Ï22Ó6
pom Posted August 17, 2005 at 05:57 AM Author Posted August 17, 2005 at 05:57 AM โฮะๆๆๆ ชั้นยังจำชื่อเพลงในอัลบั้มนี้ไม่ได้เลยซักกะเพลง โฮะ โฮะซื้อมาฟังไปแค่ 3 ครั้งก็เก็บเข้ากรุแล้วค่ะ Quote
Thailoveceline Posted August 17, 2005 at 10:54 AM Posted August 17, 2005 at 10:54 AM เจนก็เก็บเข้ากรุคะ ฟังไม่กี่ทีเอง กลัวว่าจะมีรอยขีดข่วน เก็บแล้วเอาผ้าห่ออย่างดี Quote http://img81.imageshack.us/img81/3638/11dx.png Thailand Gangs2Ñ02Ö12Ó82Ñ62Ô02Ð82Ñ82Ò52Ó82Ð82Ñ52Ò32Ó62Î92Ó82Ò32Õ52Ð82Î92Õ92Ï02Ó32Ó32Ò02Ó72Ò22Õ62Ò72Ö12Ð82Ö12Ò72Ò22Ï22Ó6
nattongtep Posted August 17, 2005 at 02:15 PM Posted August 17, 2005 at 02:15 PM โพสท์ให้แล้วนะครับน้องปอม ดูบนเวปไซต์ หรือว่าบอกเพื่อนๆ ได้เลยนะครับ Quote
pom Posted August 17, 2005 at 03:16 PM Author Posted August 17, 2005 at 03:16 PM นับเป็นเกียรติแห่งวงศ์ตระกูลข้าน้อยยิ่งนัก... http://members.thai.net/pomoko/blobflower.gif Quote
Recommended Posts
Join the conversation
You can post now and register later. If you have an account, sign in now to post with your account.